มกราคม 23, 2009 • 3:54 am
วันนี้ไปเจอมา ร้่านที่ขายผ้าปูที่นอน ผ้านวม ชุดเครื่องนอน เครื่องนอน นวม เอนกประสงค์ ที่นอนปิกนิค ที่นอนปิคนิก ที่นอนปิคนิก โตโต้ ถูกที่สุดในอินเทอร์เนต
เราเองก็ไปอุดหนุนร้านเค้ามา บริการก็ดีนะ ไม่เหมือนบางร้านพอเราถาม ทำไม่พอใจ ก็เราไม่รู้นี่หว่า เราก็เลยลองหาดูไปเรื่อยๆ ก็เจอ ก็เลยซื้อร้านนี้ ถูกกว่าร้านแรกที่เราจะซื้ออีก แต่เจอร้านนี้ก็ดีล่ะ ชอบบบบบบ…
ว่างก็แวะไปดูนะ เว็บนี้เลย =====>>>>> ชุดเครื่องนอน
Filed under: Uncategorized , ชุดเครื่องนอน, ชุดเครื่องนอนโตโต้, ผ้านวม, ผ้านวมโตโต้, ผ้าปู, ผ้าปูที่นอน, ผ้าปูที่นอนโตโต้, เครื่องนอน, เครื่องนอนโตโต้, โตโต้
สิงหาคม 10, 2008 • 12:06 pm
คะน้าเป็นผักที่หาง่าย โดยเฉพาะฤดูหนาว ราคาคะน้าจะยิ่งถูกเป็นพิเศษ เพราะช่วงอากาศที่ผักชนิดนี้เติบโตได้ดี คะน้าจึงจัดเป็นผักยอดนิยมของคนไทย ทั้งใส่ในก๋วยเตี๋ยวราดหน้าหรือผัดซีอิ๊ว ยิ่งเป็นยอดคะน้ายิ่งกรอบอร่อย ไม่มีรสขม ถ้าแช่น้ำแข็งกินเป็นผักแนมกับเมี่ยงปลาทู หรืออาหารรสจัดอื่นๆ ยิ่งถูกปาก หรือจะผัดคะน้าใส่ปลาเค็มเพิ่มเข้าไปอีก ก็เป็นอีกเมนูเด็ดประจำบ้าน
คุณค่ามากมาย
- ใบสีเขียวเข้มของคะน้า อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ เบต้าแคโรทีน และวิตามินซีสูง ซึ่งเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้แข็งแรง และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง อีกทั้งวิตามินซีจะช่วยสร้างเนื้อเยื่อให้ชุ่มชื้น บำรุึงผิวพรรณ
- นอกจากนี้วิตามินเอยังช่วยบำรุงสายตา ทำให้การมองเห็นได้ดีในเวลากลางคืน และต้านทานการติดเชื้อ เบต้าแคโรทีนยังมีคุณสมบัติคงทน แม้จะนำไปล้างหรือปรุงด้วยความร้อนก็ตาม จึงกินได้ทั้งคะน้าสดและที่ปรุงสุก
- คะน้ายังเป็นผักสร้างกระดูกชั้นเยี่ยมเมหือนใบยอ เพราะมีแคลเซียมสูง ช่วยป้องกันโรคกระดูกบางได้ งานวิจัยพบว่าร่างกายดูดแคลเวียมจากคะน้าได้ไม่น้อยกว่าแคลเซียมจากนมเลย
******** เคล็ดลับน่ารู้ ********
หลายคนสงสัยว่าไขสีขาวๆเท่าๆ ที่เคลือบใบคะน้าว่าใช่ยาฆ่าแมลงหรือไม่นั้น เพราะไขขาวๆที่พูดถึง เป็นสารธรรมชาติ ไม่มีพิษมีภัย แต่จะซึมซับเอาละอองยาฆ่าแมลงมาเก็บไว้ ดังนั้นตอนล้างใบคะน้าจึงควรลูบไขขาวๆนี้ออกโดยใช้เกลือและผงฟูสักก้อน หรือลองเหยาะน้ำส้มสายชูสักหน่อยลงในน้ำล้างผักวิธีใดวิธีหนึ่ง จะช่วยกำจัดยาฆ่าแมลงออกได้
เวลาเลือกซื้อ ควรเลือกที่มีรอยแมลงกัดกินบ้าง แสดงว่าปลอดสารพิษ แต่ที่ดีกว่านั้น หากพอมีที่มีทาง จะลองปลูกคะน้าปลอดสารพิษไว้กินเองให้สบายใจ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี
Filed under: ผักและผลไม้ , คะน้า, วิตามินซี, วิตามินเอม แคลเซียม, สารต้านอนุมูลอิสระ
สิงหาคม 9, 2008 • 7:48 am
กะหล่ำปลีเป็นผักราคาถูกที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะกินเป็นผักสดแกล้มลาบ ส้มตำ หรืออาหารยำที่รสชาติจัดจ้านแบบไทยๆ ยิ่งอร่อยเข้ากันดี และช่วยดับรสเผ็ดร้อนได้อีก หรือจะลวกจิ้มน้ำพริก นอกจากนี้ใบกรอบๆของกะกล่ำปลียังนิยมใส่ในสลัดผัก อย่างกะหล่ำปลีสีม่วงที่ช่วยแต่งสีสันจานสลัดให้น่ากินยิ่งขึ้น และหากนำมาผัดเป็นอาหารง่ายๆ หรือต้มเป็นแกงจืดก็ได้น้ำแกงรสดีมีคุณค่า
คุณค่ามากมาย
- กะหล่ำปลีนี้มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ มีทั้ง วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินซี วิตามินอี โฟเลต เบต้าแคโรทีน และแร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก โพแทสเซียม และแมกนีเซียม
- อุดมไปด้วยวิตามินซี จากการศึกษาพบว่ากะหล่ำปลีเป็นพืชผักที่มีวิตามินซีสูงมาก ในกะหล่ำปลีฝอย 1 ถ้วยมีวิตามินซีถึง 18 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่ใกล้เคียงกับวิตามินซีในส้มเขียวหวาน 1 ผลเลยทีเดียว
- สรรพคุณทางยา กะหล่ำปลียังช่วยบรรเทา โรคกระเพาะอาหารอักเสบ นักวิจัยศึกษาพบว่า สารกลูทามีนในกะหล่ำปลีช่วยเคลือบกระเพาะอาหารได้ อีกทั้งยังมีสารซัลเฟอร์ ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ ทำให้การขับถ่ายดี ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าสารซัลเฟอร์นี้ยังช่วยลดระดับคอเลสเทอรอล ระงับประสาท และทำให้นอนหลับได้ง่ายอีกด้วย
**** เคล็ดลับน่ารู้ *****
ถึงแม้กะหล่ำปลีจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่การกินกะหล่ำปลีดิบมากเกินไปก็เป็นผลเสียต่อร่างกายได้ เพราะในกะหล่ำปลีดิบ มีสารชนิดหนึ่งชื่อ กอยโทเจน (Goitrogen) ถ้าสารนี้มีมากก็ขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้นำไอโอดีนในเลือดไปใช้ดไ้น้อย ร่างกายจะขาดไอโอดีน ทำให้เกิดโรคคอพอกได้ โดยเฉพาะผู้เป็นโรคไทรอยด์ไม่ควรกินมาก เพราะสารดังกล่าวไปลดระดับไทร็อกซินในเลือดได้ หากกินติดต่อกันเป็นเวลานานๆ แต่ถ้าทำให้สุกแล้วก็ไม่เป็นไร เพราะสารนี้จะถูกความร้อนทำลายไป
Filed under: ผักและผลไม้ , วิตามินซี, วิตามินบี 2, วิตามินอี, วิตามินเอ, เบต้าแคโรทีน, เหล็ก, แมกนีเซียม, แร่ธาตุ, โพแทสเซียม, โฟเลต
สิงหาคม 8, 2008 • 7:39 am
การบริโภคผักและผลไม้เป็นประจำ ควรบริโภคผักและผลไม้ให้ได้ประมาณ 1 ใน 4 หรือ 25 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่เรากินในแต่ละมื้อ เป็นผักดิบและผักปรุงสุกอย่างละครึ่ง ส่วนประเภทผลไม้นั้นจัดเป็นหนึ่งในประเภทเบ็ดเตล็ด ควรเลือกผลไม้สดและมีรสชาติไม่หวานจัดจนเกินไป เช่น ฝรั่ง แอ๊ปเปิ้ล หรือมะละกอ กลุ่มนี้แบ่งเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของแต่ละมื้อ
เนื่องจากผักและผลไม้ให้ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใยอาหารและสารพฤกษเคมีที่สำคัญ ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้สารอาหารเหล่านี้ยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือแอนติออกซิแดนท์ (Antioxidants) ทำหน้าที่กวาดจับและทำลายอนุมูลอิสระ (Free Radical) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย และเป็นตัวการทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ต้อกระจก และมะเร็งบางชนิด รวมทั้งความเสื่อมความชราของร่างกายได้
สารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญมีหลายตัวทั้งที่เกิดขึ้นเองภายในร่างกายและที่ร่างกาย ได้รับจากภายนอก ได้แก่
- เบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ (ร่างกายสามารถสร่างวิตามินเอได้เองจากอาหาร) พบมากในพืชที่มีสีเหลือง ส้ม เช่น แครอท มะม่วง มะละกอ มันเทศ และพริกชี้ฟ้า และยังมีอยู่ในผักสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักโขม และบรอกโคลี
- วิตามินซี พบมากในผลไม้แทบทุกชนิด โดยเฉพาะที่มีรสเปรี้ยว ได้แก่ มะนาว ส้ม ฝรั่ง ผักที่เป็นแหล่งวิตามินซี ได้แก่ บรอกโครี กะหล่ำปลี ถั่ว มันฝรั่ง มะเขือเทศ และผักใบเขียว
- วิตามินดี พบมากในเนย เนยแข็ง นม และแสงแดดอ่อน
- วิตามินอี มีมากในน้ำมันพืช โดยเฉพาะที่ได้จากดอกคำฝอย ปาล์ม โอเลอิก และเมล็ดพืชต่างๆ เช่น เมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสง อัลมอนด์ ข้าวกล้อง รวมทั้งผักใบเขียวทั้งหลาย
- ธาตุเหล็ก สังกะสี ทองแดง และ ซีลีเนียม คุณจะได้รับแร่ธาตุเหล่านี้ครบทั้งสี่ชนิดในแต่ละว้นจากการกินอาหารต่อไปนี้ ปลา ข้าวกล้อง ถั่ว ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้บางชนิด และเมล็ดพืชต่างๆ
การกินผักและผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม ถือว่าเป็นสุดยอดนิสัยการกินที่เราควรฝึกไว้ เพราะเป็นอาหารที่สด อร่อย และเรายังได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพจากพืชผักผลไม้ด้วย
Filed under: ผักและผลไม้ , ซีลีเนียม, ทองแดง, ธาตุเหล็ก, ผลไม้, ผัก, วิตามินซี, วิตามินดี, วิตามินอี, สังกะสี, สารต้านอนุมูลอิสระ, เบต้าแคโรทีน